2556/02/25

[Polynesia]*Oceania


โอเชียเนีย OCEANIA




            โอเชียเนีย คือ เป็นเขตแดนที่ประกอบด้วยหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และทวีปออสเตรเลียซึ่งประกอบด้วยประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีพื้นที่ประมาณ 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร ดินแดนในเขตโอเชียเนียแบ่งออกเป็น 3 เขตใหญ่ๆคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะโพลินีเซีย หมู่เกาะไมโครนีเซีย หมู่เกาะเมลานีเซีย ทวีปออสเตรเลีย-โอเชียเนีย เป็นกลุ่มของหมู่เกาะจำนวนมากนับพันเกาะ 

หมู่เกาะโพลีนีเซีย เป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เราจึงควรศึกษาทวีปนี้พอเป็นสังเขป เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาที่ไป.


ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชียแปซิฟิก (The Geography of Asia and the Pacific)

พื้นที่ของทวีปเอเชียแปซิฟิกมีขนาดประมาณหนึ่งในสามของผืนดินทั้งหมดบนโลก ทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดบนโลก กินพื้นที่ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกไปทางตะวันตกถึงยุโรป และทางเหนือตั้งแต่บริเวณเส้นอาร์กติค เซอร์เคิล (Arctic Circle) ลงไปจนถึงเส้นศูนย์สูตร (Equator) เราสามารถพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกได้อย่างชัดเจนในบริเวณนี้ กล่าวคือภูเขาไฟเป็นสิ่งทำให้เกิดเกาะต่างๆที่ตั้งอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Ocean) ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) ในขณะที่การปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นทำให้เกิดเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก นั่นคือ เทือกเขาหิมาลัย (The Himalayas)


ทวีปยุโรปและทวีปเอเชียอยู่บนแผ่นดินผืนเดียวกัน แต่ถูกแยกออกเป็นสองทวีป เขตแดนของทวีปเอเชียนั้นเริ่มตั้งแต่เทือกเขายูรัล (Ural Mountains) และทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ส่วนเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus Mountains) และทะเลดำ (The Black Sea) นั้นเป็นเขตแดนอีกด้านหนึ่ง

หากตัดเขตไซบีเรียของประเทศรัสเซียออกไป พื้นที่กว้างใหญ่นี้สามารถแบ่งออกเป็นห้าพื้นที่หลักๆที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิค

เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ประกอบไปด้วยประเทศแถบตะวันออกกลาง The Middle-East) และทะเลทรายที่กว้างใหญ่ แหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris River) และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River) หรือบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน แต่ผืนแผ่นดินระหว่างแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ตรงนี้จัดเป็นข้อยกเว้นของภูมิภาค พื้นที่ส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มีฝนตกน้อยมาก ทำให้การเพาะปลูกแทบเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ใต้ผืนทรายมีแหล่งน้ำมันดิบล้ำค่า ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้กับภูมิภาคนี้อย่างล้นหลาม

ถึงแม้ว่าพื้นที่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์จะเป็นทะเลทราย แต่เอเชียกลางก็ยังมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อน และที่ราบที่เรียกว่า ทุ่งหญ้าสเตปส์” (The Steppes) ด้วย พื้นที่นี้แห้งแล้งเกินไปสำหรับพืชชนิดอื่นๆ ยกเว้นหญ้าสั้นๆเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้จึงใช้ทุ่งหญ้าสเตปส์เป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์

หิมะและน้ำแข็งที่ละลายลงมาจากบริเวณที่ราบสูงธิเบต เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสำคัญของเอเชียตะวันออกสองสาย คือ แม่น้ำฮวงโห” (Huang River) และ แม่น้ำแยงซี” (Chang River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในทวีปเอเชีย ทะเลทรายโกบี” (Gobi Desert) ที่กว้างใหญ่แห่งที่ราบสูงมองโกเลียกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับประเทศเกาะอุตสาหกรรมเล็กๆที่มีชื่อว่าญี่ปุ่น (Japan)
เอเชียใต้ประกอบไปด้วยคาบสมุทรอินเดีย (Indian Peninsula) ผืนดินที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่มรสุม (Monsoon) หรือลมพายุแรงที่มาตามฤดูกาล ซึ่งทำให้เกิดคลื่นแรงในมหาสมุทรและฝนตกหนัก ภูเขาที่อยู่บนที่ราบสูงธิเบตเป็นแหล่งกำเนิดของ แม่น้ำสินธุ” (Indus River) และ แม่น้ำคงคา” (Ganges River) อารยธรรมแรกที่ของบริเวณเอเชียใต้ ก็ถือกำเนิดขึ้นตามหุบเขาใกล้แม่น้ำสองสายนี้ และในปัจจุบันก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดบนโลก

บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร บริเวณนี้อุดมไปด้วยป่าดิบชื้น นอกจากนี้ยังมี หมู่เกาะ” (Archipelagos) มากมาย ซึ่งเชื่อมต่อทวีปเอเชียเข้ากับทวีปออสเตรเลีย และประเทศหมู่เกาะอื่นๆในมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่กว้างใหญ่และจัดเป็นทวีปๆหนึ่ง มีพื้นที่เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ “The Outback” เป็นอีกชื่อที่ใช้เรียกออสเตรเลีย ที่นี่ฝนตกน้อยมาก และประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะโพลีนีเซีย (Polynesia) เมลานีเซีย (Melanesia) และไมโครนีเซีย (Micronesia) นั้นอยู่ไกลออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิก


ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ               จดหมู่เกาะฮาวาย
ทิศตะวันออก         จดเกาะอีสเตอร์
ทิศตะวันตก           จดหมู่เกาะปาเลา  และเกาะนิวกินี
ทิศใต้                   จดประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย

ลักษณะทางธรณีวิทยา
           โอเชียเนียเป็นเกาะภูเขาหินใหม่  ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรณีวิทยาเกิดขึ้นได้เสมอ  เช่น  ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ  โดยเฉพาะบริเวณชายขอบของมหาสมุทรแปซิฟิกในบางครั้งเกาะบางแห่งต้องจมหายอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล
                หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งทางตอนกลางและตอนใต้ของมหาสมุทร แบ่งได้  3 กลุ่ม ตามลักษณะชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม คือ
1. กลุ่มเกาะเมลานีเซีย ประกอบด้วยเกาะสำคัญ ได้แก่ เกาะนิวกีนี หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะนิวเฮบริดีส หมู่เกาะนิวแคลิโดเนีย หมู่เกาะฟิจิ เป็นที่อยู่อาศัยของชนผิวดำ เป็นเกาะทวีป เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปมาก่อน
2. กลุ่มเกาะไมโครนีเซีย เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทางตอนกลางและทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก เหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ หมู่เกาะกิลเบอร์ต หมู่เกาะมาเรียนา หมู่เกาะมาร์แชลล์ หมู่เกาะโรไลน์ เกาะนาอูรู เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรผิวน้ำตาลคล้ายมองโกลอยด์
3. กลุ่มหมู่เกาะโพลีนีเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้เส้นศูนย์สูตร ได้แก่ หมู่เกาะซามัว หมู่เกาะคุก หมู่เกาะตูอาโมตู หมู่เกาะตองกา ฯลฯ เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรชนชาติโปลินีเซีย  กลุ่มหมู่เกาะต่างๆ เหล่านี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อันเป็นเขตที่เปลือกโลกยังมีอายุน้อย ทำให้ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด และตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตรจึงมีอากาศร้อนชื้นตลอดปี



นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งเป็นประเทศและดินแดนในโอเชียเนีย ซึ่งประกอบด้วย
  • ออสตราเลเซีย
- ออสเตรเลีย    
- เกาะนอร์ฟอล์ก
- หมู่เกาะโคโคส (คีลิง)
- เกาะคริสต์มาส

  • เมลานีเซีย     
- ติมอร์ตะวันออก        
- ฟิจิ
- หมู่เกาะโมลุกกะ และ นิวกินีตะวันตก (อินโดนีเซีย)
- นิวแคลิโดเนีย
- ปาปัวนิวกินี
- หมู่เกาะโซโลมอน
- วานูอาตู

  • ไมโครนีเซีย
  • - กวม

  • - คิริบาส
    - หมู่เกาะมาร์แชลล์
    - หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา
    - ไมโครนีเซีย
    - นาอูรู
    - ปาเลา

    • โพลินีเซีย      
    -อเมริกันซามัว
    -หมู่เกาะคุก
    -เฟรนช์โปลินีเซีย
    -ฮาวาย
    -นิวซีแลนด์
    -นีอูเอ
    -หมู่เกาะพิตแคร์น
    -ซามัว
    -โตเกเลา
    -ตองกา
    -ตูวาลู
    -วาลลิสและฟุตูนา


              โอเชียเนีย นั้นมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะเกี่ยวเนื่องกันของประเทศแต่ละประเทศ จักรวรรดิและอาณาจักรต่างๆ ที่สำคัญในโอเชียเนีย เช่น อาณาจักรของชาวเมารี จักรวรรดิตูอิตองกา หมู่เกาะโซโลมอน จักรวรรดิตูอิปูโลตู และจักรวรรดิตูอิมานูอา เป็นต้น

             เกือบทั้งหมดเคยตกเป็นเมืองขึ้นของเจ้าอาณานิคมจากโลกตะวันตกมีทั้งประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา

              บางประเทศก่อกำเนิดจากผลพวงของสงคราม ทั้งสงครามระหว่างคนพื้นเมืองด้วยกันเองอย่างตองกา หรือการรวมประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของหมู่เกาะโซโลมอน เฉพาะอย่างยิ่งการก่อเกิดของประเทศสำคัญคือออสเตรเลีย ก็เป็นผลมาจากหลังสงครามประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกายุติลง และอังกฤษมองหาแผ่นดินใหม่สำหรับการตั้งถิ่นฐานของผู้กระทำผิดแทนที่อาณานิคมในเขตแอตแลนติกเหนือ

               คำ "โอเชียเนีย" ได้มาจากชื่อของ "เปลือกโลกมหาสมุทร-Oceanic plate"   ทั้งนี้ เปลือกโลกประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6-10 แผ่น และมีแผ่นเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆ แผ่นต่อกันเหมือนแผ่นกระเบื้อง แผ่นเปลือกโลกเหล่านี้เรียกว่าเพลต (Plate) แบ่งเป็นเปลือกโลกทวีป-คอนติเนนเติล เพลต (Continental plate) และเปลือกโลกมหาสมุทร-โอเชียนิก เพลต (Oceanic plate)


    ภูมิประเทศ
    ภูมิประเทศของโอเชียเนียส่วนใหญ่เป็นเกาะและพืดหินปะการัง กระทั่งแผ่นดินเกิดการยกตัว นอกจากนี้ ยังมีที่เป็นภูเขาไฟ เทือกเขาขรุขระทุรกันดาร ที่ราบแคบๆ ป่าทึบ และทุกประเทศลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ภูมิอากาศร้อนชื้น ยกเว้นนิวซีแลนด์ที่เป็นแบบภาคพื้นสมุทร ฝนตกสม่ำเสมอตลอดปี ชุกมากแถบฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ และออสเตรเลียที่แบ่งออกได้เป็น 7 เขตภูมิอากาศ คือ ร้อนชื้น ร้อนสลับแห้ง ทุ่งหญ้าเขตร้อน ทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย เมดิเตอร์เรเนียน อบอุ่นชื้นแบบภาคพื้นสมุทร และแบบทะเลทราย



    ประชากร
    ประชากรส่วนใหญ่ในเขตโอเชียเนีย แบ่งออกเป็นสองเชื้อชาติใหญ่ๆคือ เชื้อชาติยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ในประเทสออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนชนชาวพื้นเมืองมี 3 กลุ่ม คือ พวกไมโครนีเซียน เมลานีเซียน และโปลินีเซียน ซึ่งอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากดินแดนแถบนี้เคยถูกปกครองโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกามาก่อน ดังนั้นเกือบทุกประเทศจึงใช้ภาอังกฤษเป็นภาหลักควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่น และนับถือสาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ และแองกลิคัน นอกจากนี้ชนเผ่าพื้นเมืองตามหมู่เกาะต่างๆยังนับถือลัทธิภูตผีปีศาจและ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ


     ในปัจจุบัน ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียต่างประสบปัญหาในหลายด้าน ทั้งปัญหาด้านเชื้อชาติ ปัญหาการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    ปัญหาเชื้อชาติ
                 ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาหนึ่งของภูมิภาคโอเชียเนีย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่ดินแดนแห่งนี้เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก และปัญหานี้ยังนำมาซึ่งปัญหาในด้านอื่นๆด้วย 
    ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในสาธารณรัฐฟิจิ ปัญหาของฟิจิเป็นปัญหาที่เกิดมาจากความแตกต่างในด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาว ฟิจิ ซึงเป็นชาวพื้นเมืองเดิมกับชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย

                 ชาวอินเดียเข้ามาในฟิจิครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเข้ามารับจ้างเป็นคนงานตัดอ้อยของชาวอังกฤษที่เข้ามาลงทุนในฟิจิ และในที่สุดชาวอินเดียเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นชาวฟิจิหลังจากที่อยู่อาศัย เป็นเวลายาวนาน และปัจจุบันชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียส่วนใหญ่ควบคุมกิจการด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ 
                                                    
    ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1990 ได้มีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่เอื้อประโยชน์ต่อชนพื้นเมืองเชื้อสายฟิจิ โดยระบุให้ผู้บริหารประเทศต้องมาจากชาวฟิจิเชื้อสายพื้นเมืองเท่านั้น แต่ต่อมาใน ค.ศ. 1997 ได้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และให้มีความเสมอภาคระหว่างชาวฟิจิเชื้อสายฟิจิและเชื้อสายอินเดียมากขึ้น

               กรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้งภายในประเทศฟิจิ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาเฮนดรา โชดรี (Mahendra Chauhry) ซึ่งเป็นชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียชนะการเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟิจิในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1999 โดยมีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา (Ratu Sir Kamisese Mara) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

              หลังนายกรัฐมนตรี โชดรี บริหารประเทศครบ 1 ปี จอร์จ สไปต์ (George Speight) บุตรชายของแซม สไปต์ นักการเมืองฝ่ายค้านและเป็นนักธุรกิจเชื้อสายฟิจิได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา พร้อมด้วยพรรคพวกติดอาวุธอีก 10 คน และจับกุมนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 43 คนเป็นตัวประกัน ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 พร้อมกับประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ และออกแถลงการณ์อ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำในนามของชาวฟิจิทุกคนที่ไม่ต้อง การให้อำนาจการปกครองประเทศไปตกอยู่ในมือของชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย รวมทั้งอ้างเหตุผลว่าการกระทำในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนมาจากกองทัพฟิจิ และประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญล้มล้างอำนาจของประธานาธิบดีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา และประกาศแต่งตั้งราตู ติโมชิ ซิลาโตลู(Ratu Timoci Silatolu) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคสมาคมชาวฟิจิเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในวันเดียวกันประธานาธิบดีมาราได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วกรุงซูวา พร้อมกับเรียกร้องให้มีการยุติการควบคุมตัวประกัน

    ในระยะแรกกองทัพฟิจิยังคงวางเฉยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันชาวฟิจิจำนวน 50,000 คน ได้ชุมนุมกันบริเวณรัฐสภาเพื่อให้การสนับสนุนการรัฐประหารในครั้งนี้ ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม นายพลเรือจัตวาแฟรงก์ ไบนิมารามา (Frank Bainimarama) ผู้บัญชาการทหารของฟิจิได้เข้ายึดอำนาจซ้อนโดยได้ประกาศกฎอัยการศึก กดดันให้สไปต์ปล่อยตัวประกัน  และได้ประกาศยกเลิกรัฐ ธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1990 ที่ให้สิทธิเฉพาะชาวพื้นเมืองขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีขณะเดียวกันได้แต่งตั้ง ราตู เอเปลี ไนลาติเกา (Ratu Epeli Nailatikau) อดีตนายทหาร และนักการทูต บุตรเขยของประธานาธิบดีมารา ให้รักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    ใน วันที่ 3กรกฎาคมปีเดียวกันได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น โดยมีการแต่งตั้งไลซีเนีย การาเซ (Laisenia Qarase) นักธนาคารชาวพื้นเมืองฟิจิขึ้นรักษาการแทนโชดรี แต่ผลการแต่งตั้งก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ก่อการ โดย เฉพาะสไปต์ เพราะไม่มีกลุ่มคนผู้ก่อการได้เข้าร่วมรัฐบาล

    กองทัพฟิจิได้พยายามเจรจาและสร้างความกดดันต่อสไปต์และกลุ่มผู้ก่อการร้าย จนในที่สุดในวันที่ 13 กรกฎาคมปีเดียวกัน โชดรีและตัวประกันอื่นๆก็ได้รับการปล่อยตัว นับเป็นการยุติวิกฤตการณ์การจับตัวประกันซึ่งดำเนินมายาวนานถึง 56 วัน และในวันเดียวกันที่ประชุมสภาผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองฟิจิได้ร่วมลงมติแต่งตั้ง ราตู โจเซฟา อิโลอิโล(Ratu Josefa Iloilo) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิจิถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ตลอดจนได้รับผลกระทบจากการระงับสิทธิการเป็นสมาชิกภาพในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ

    ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจ ของลัทธิจักรวรรดินิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 และเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งความขัดแย้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียในปัจจุบัน ระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชนชาวยุโรป ชาวเอเชีย แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์                           

    อะบอริจินส์(The Aborigines) เป็นชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย ชนกลุ่มนี้ได้อพยพจากคาบสมุทรมลายูเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนออสเตรเลีย เมื่อ 38,000 ปีมาแล้ว พวกอะบอริจินส์มีหลายกลุ่ม ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ชนผิวขาวจะอพยพเข้ามาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 พวกอะบอริจินส์มีลักษณะเป็นสังคมล่าสัตว์และมีความแตกต่างระหว่างชนกลุ่ม ต่างๆทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น

    : ชนเผ่าอะบอริจินส์(The Aborigines) 
    เมื่อชาวยุโรปอพยพเข้ามาในดินแดนออสเตรเลียได้ส่งผลกระทบต่อวิถี ชีวิตของชาวอะบอริจินส์นั้นคือ ชาวยุโรปได้นำเอาอารยธรรมของตนเข้าไปแทนที่วัฒนธรรมของชนกลุ่มพื้นเมือง และชาวอะบอริจินส์ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคมเร่ร่อนล่าสัตว์มาตั้ง ถิ่นฐานอย่างถาวร นอกจากนี้ชนกลุ่มนี้ยังได้รับการปฏิบัติจากชาวยุโรปที่ตั้งถิ่นฐานบางกลุ่ม อย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยรวมทั้งความพยายามเผยแพร่อารยธรรมแก่ชนกลุ่มนี้ต้อง ประสบความล้มเหลวเนื่องจากชนกลุ่มนี้ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้

    ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 รัฐบาล ออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญแก่กลุ่มชนพื้นเมืองมากขึ้น เนื่องจากชนกลุ่มนี้นับวันจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ โดยรัฐบาลออสเตรเลียปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อชาวอะบอริจินส์เรื่อยมา โดยได้รับการกระตุ้นจากหมอสอนศาสนาคริสต์ใน ค.ศ. 1939 และ1945 รัฐบาลได้มอบสิทธิชน ชาวอะบอริจินส์เป็นพลเมืองออสเตรเลียและให้ความคุ้มครองในสิทธิขั้นพื้นฐาน ในด้านต่างๆส่งผลให้ชาวอะบอริจินส์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    ในปัจจุบันชนเผ่าอะบอริจินสาบงกลุ่มได้พยายามปรับวิถีชีวิตของตน ให้เข้ากับชนผิวขาว ขณะที่บางกลุ่มยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดังเดิมไว้ต่อไป รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้ความคุ้มครองชนเผ่าอะบอริจินส์ทั้งสองกลุ่มอย่างเท่า เทียมกัน เช่น ใน ค.ศ. 1976 รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกพระราชบัญญัติสิทธิความเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเผ่า เป็นต้น ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ประชากรชนเผ่าอะบอริจินส์มีจำนวนประมาณ 30,000 คน

    นอก จากนี้ ประเทศออสเตรเลียยังเป็นสังคมที่มีหลายเชื้อชาติ โดยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคม ออสเตรเลียจะมีชนชาติอังกฤษเป็นชนชาติหลัก ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศออสเตรเลียมีผู้อพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้อพยพจากเอเชียใต้และยุโรปใต้ ในตอนต้นของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมออสเตรเลียเริ่มประกอบด้วยชนเชื้อชาติอื่นๆ มากขึ้น ชนชาติที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชาวเอเชีย ชาวยุโรปใต้ ซึ่งมักมีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจากชนชาวอังกฤษในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดความแตกแยก และกีดกันซึ่งกันและกันจนกลายเป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กัน รัฐบาลออสเตรเลียต้องบัญญัติกฎหมายออกมาสกัดกั้นพวกอพยพ เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศให้มากขึ้น ประกอบกับทัศนคติเรื่องเชื้อชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางยอมรับความหลากหลายใน ด้านเชื้อชาติมากขึ้น ส่งผลให้ในปัจจุบัน สังคมออสเตรเลียจึงประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ มากมายหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันโดยปกติ ถึงแม้ออสเตรเลียจะมีกลุ่มการเมืองขวาจัด เช่น พรรควันเนซัน (One Nation Party) ซึ่งมีนโยบายชาตินิยมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากชาวออสเตรเลียในปัจจุบัน

    ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประสบปัญหาช่องว่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ระหว่างชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองกับชาวยุโรป นอกจากนี้ ชนชาวเมารีกำลังเผชิญปัญหาความสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเองไป ซึ่งนับเป็นปัญหาด้านเชื้อชาติที่สำคัญในประเทศนิวซีแลนด์


    ปัญหาการเมือง
    ปัญหาการเมืองของ ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีหลายประการด้วยกัน เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีทั้งประเทศที่มีการพัฒนาการทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นอย่างดี เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  และ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกมาแล้วทั้งสิ้น        

    1.ปัญหาการแทรกแซงของชาติตะวันตก ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคโอเชียเนียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก แม้แต่ในปัจจุบันดินแดนบางแห่งยังคงเป็นดินแดนอาณานิคมอยู่เช่น ดินแดนดปลินีเซียของฝรั่งเศส ( French Polynesia) หมู่เกาะอเมริกันซามัว (American Samoa) เป็นต้น หมู่เกาะบางแห่งมีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น หมู่เกาะนิวแคลีโดเนีย ( New Caledonia ) ของ ฝรั่งเศสเป็นแหล่งแร่นิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก ทำให้ฝรั่งเศสไม่อาจให้เอกราชกับดินแดนแห่งนี้ได้ ทั้งชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเมลานีเซียได้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส นอกจากนี้ ชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นบานใหม่ เช่น ชาวยุโรป ชาวเอเชีย  ชาวโปลินีเซีย ก็ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสต่อไป เนื่องจากกลุ่มชนเหล่านี้เกรงที่จะสูญเสียสิทธิบางประการแก่ชาวพื้นเมือง หลังได้รับเอกราช ปัญหาการเมืองของนิวแคลีโดเนียจึงกลายเป็นปัญหาระหว่างเชื้อชาติด้วย ใน ค.ศ. 1998 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำความตกลงกับนิวแคลีโดเนีย โดยจะให้อำนาจแก่ดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ในการปกครองตนเองมากขึ้น                         

    นอกจากนี้ ดินแดนภูมิภาคโอเชียเนียยังเป็นดินแดนที่สร้างความตึงเครียดแห่งหนึ่ง เนื่องจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ มักใช้ภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลแห่งนี้เป็นสถานที่ทำการทดลองอาวุธร้ายแรงต่างๆ เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่เกาะบีกีนีใน มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ไน ค.ศ. 1995 ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากชาวโลก

    2.ปัญหาการก่อการร้ายประเทศในภูมิภายโอเชียเนียมีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียได้สร้างความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกากับ อังกฤษอย่างแน่นแฟ้นตลอดมา ออสเตรเลียได้เข้าร่วมรบกับสหรัฐอเมริ่กาในการต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน และล่าสุดในสงครามอิรักเมื่อ ค.ศ. 2003

    แต่การที่ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและ อังกฤษในการทำสงครามทำให้ขบวนการก่อการร้ายที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกามอง ออสเตรเลียเป็นประเทศเป้าหมายในการก่อวินาศกรรมไปด้วย เช่นเดียวกับชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาชาติอื่นๆ ดังเช่นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมสถานเริงรมย์แห่งหนึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2002 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำนวน 88 คนรวมอยู่ด้วย ขบวนการที่ปฏิบัติการก่อวินาศกรรมดังกล่าว คือ ขบวนการเจมาอิสลามมิยาห์ (Jemaah Islamiyah) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มขบวนการอัลเคดาห์เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมดังกล่าว จึงเป็นการมุ่งโจมตีออสเตรเลียยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาการก่อการร้ายจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญขงภูมิภาคโอเชียเนียไปด้วย


    ปัญหาความแตกต่างทางเศรษฐกิจ
               ประเทศต่างๆในภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตก ต่างกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กับประเทศกำลังพัฒนา อันได้แก่ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า

    1.การเกษตร ในภูมิภาคโอเชียเนีย แหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญอยู่ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในการผลิตทางด้านการเกษตรทั้งสองประเทศมีการใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรกัน อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกรรมที่ก้าว หน้ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง สินค้าส่งออกมีทั้งพืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากการเลี้ยงสัตว์ทั้งโคนม โคเนื้อ และแกะ ภาคเกษตรกรรมถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

    ส่วนประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงมีลักษณะการผลิตทางด้านเกษตรกรรมเป็นแบบยังชีพ ยังไม่มีการพัฒนาทางด้านการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งประเภทของผลิตผลทางเกษตรกรรมยังมีลักษณะที่เหมือนกัน เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ปลา พืชผลเมืองร้อน

    2.อุตสาหกรรม ชาวออสเตรเลียร้อยละ 25 ทำงาน ด้านอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรกล ผลิตรถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร เคมีภัณฑ์ การทอผ้า การต่อเรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น ส่วนประเทศหมู่เกาะอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนีย การอุตสาหกรรมมีน้อยมากและมักเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การแกะสลักไม้ การทำเนื้อมะพร้าวตากแห้ง การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมยังคงล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

    ในด้านการทำเหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การทำเหมืองแร่บอกไซต์ เหล็ก ถ่านหิน ยูเรเนียม ทองแดง สังกะสี เหมืองแร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ แร่ที่ขุดได้เกือบทั้งหมดจะนำมาเป็นวัตถุดิบใช้ภายในประเทศ นอกจากนี้ก็มีการทำเหมืองถ่านหินในนิวซีแลนด์ เหมืองทองคำ ทองแดง ในปาปัวนิวกินี เหมืองฟอสเฟตในหมู่เกาะโซโลมอน และนาอูรู เหมืองนิกเกิลในฟิจิ


    3.การค้า การค้านอกภูมิภาคส่วนมากเป็นการค้าระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ กับประเทศอื่นๆในเครือจักรภพด้วยกัน โดยเฉพาะกับอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีการค้ากับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ หนังสัตว์ ผ้าขนสัตว์ นม เนย และน้ำตาล เครื่องจักรกลทางการเกษตร เยื่อกระดาษ ปูนซีเมนต์ ผลไม้ ข้าวสาลี ส่วนสินค้าเข้ามักเป็นวัตถุดิบ เช่น สินแร่ เครื่องจักร รถยนต์ ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ปริมาณการค้าของทั้งสองประเทศมีสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียทั้ง หมด

    นอกจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แล้ว  ประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียยังคงมีการค้า ขายกับต่างประเทศค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศค่อนข้างสูง เนื่องจากสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงจำพวกอุปกรณ์เครื่อง จักร อาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค ขณะที่สินค้าส่งออกเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าทางการเกษตร การประมง แร่ธาตุซึ่งเป็นสินค้าไม่กี่ชนิดที่มีมูลค่าต่ำ และมีราคาที่ไม่แน่นอนในตลาดโลก ประเทศในภุมิภาคนี้จึงพยายามพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆขึ้นมา เช่น  ภาคการท่องเที่ยว

                การที่ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีการพัฒนาในเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้รายได้ของประชากรแต่ละประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันด้วย เช่น ประชาชนของประเทศออสเตรเลียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 24,630 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงมากประเทศหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศปาปัวนิวกินีในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ประชากรของ ประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ปี หรือประเทศหมู่เกาะโซโลมอล ประชากรของประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,910 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่างกันของประเทศในภูมิภาคนี้
    ในปัจจุบันประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียได้รับการช่วยเหลือในด้าน ต่างๆโดยฉพาะในด้านการพัฒนาประเทศทั้งจากประเทศที่เคยเป็นเจ้าอณานิคมและจาก ประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เช่น ใน ค.ศ.2003-2004 ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณมุ่งเน้นให้การช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาต่างๆ แก่ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้ภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น



    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น