2556/02/25

[Polynesia]*Oceania


โอเชียเนีย OCEANIA




            โอเชียเนีย คือ เป็นเขตแดนที่ประกอบด้วยหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และทวีปออสเตรเลียซึ่งประกอบด้วยประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีพื้นที่ประมาณ 8.5 ล้านตารางกิโลเมตร ดินแดนในเขตโอเชียเนียแบ่งออกเป็น 3 เขตใหญ่ๆคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะโพลินีเซีย หมู่เกาะไมโครนีเซีย หมู่เกาะเมลานีเซีย ทวีปออสเตรเลีย-โอเชียเนีย เป็นกลุ่มของหมู่เกาะจำนวนมากนับพันเกาะ 

หมู่เกาะโพลีนีเซีย เป็นส่วนหนึ่งของทวีปเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เราจึงควรศึกษาทวีปนี้พอเป็นสังเขป เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาที่ไป.


ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชียแปซิฟิก (The Geography of Asia and the Pacific)

พื้นที่ของทวีปเอเชียแปซิฟิกมีขนาดประมาณหนึ่งในสามของผืนดินทั้งหมดบนโลก ทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดบนโลก กินพื้นที่ตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิกไปทางตะวันตกถึงยุโรป และทางเหนือตั้งแต่บริเวณเส้นอาร์กติค เซอร์เคิล (Arctic Circle) ลงไปจนถึงเส้นศูนย์สูตร (Equator) เราสามารถพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกได้อย่างชัดเจนในบริเวณนี้ กล่าวคือภูเขาไฟเป็นสิ่งทำให้เกิดเกาะต่างๆที่ตั้งอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Ocean) ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) ในขณะที่การปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นทำให้เกิดเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก นั่นคือ เทือกเขาหิมาลัย (The Himalayas)


ทวีปยุโรปและทวีปเอเชียอยู่บนแผ่นดินผืนเดียวกัน แต่ถูกแยกออกเป็นสองทวีป เขตแดนของทวีปเอเชียนั้นเริ่มตั้งแต่เทือกเขายูรัล (Ural Mountains) และทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ส่วนเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus Mountains) และทะเลดำ (The Black Sea) นั้นเป็นเขตแดนอีกด้านหนึ่ง

หากตัดเขตไซบีเรียของประเทศรัสเซียออกไป พื้นที่กว้างใหญ่นี้สามารถแบ่งออกเป็นห้าพื้นที่หลักๆที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิค

เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ประกอบไปด้วยประเทศแถบตะวันออกกลาง The Middle-East) และทะเลทรายที่กว้างใหญ่ แหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris River) และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates River) หรือบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน แต่ผืนแผ่นดินระหว่างแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ตรงนี้จัดเป็นข้อยกเว้นของภูมิภาค พื้นที่ส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มีฝนตกน้อยมาก ทำให้การเพาะปลูกแทบเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ใต้ผืนทรายมีแหล่งน้ำมันดิบล้ำค่า ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้กับภูมิภาคนี้อย่างล้นหลาม

ถึงแม้ว่าพื้นที่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์จะเป็นทะเลทราย แต่เอเชียกลางก็ยังมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อน และที่ราบที่เรียกว่า ทุ่งหญ้าสเตปส์” (The Steppes) ด้วย พื้นที่นี้แห้งแล้งเกินไปสำหรับพืชชนิดอื่นๆ ยกเว้นหญ้าสั้นๆเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้จึงใช้ทุ่งหญ้าสเตปส์เป็นที่เลี้ยงปศุสัตว์

หิมะและน้ำแข็งที่ละลายลงมาจากบริเวณที่ราบสูงธิเบต เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสำคัญของเอเชียตะวันออกสองสาย คือ แม่น้ำฮวงโห” (Huang River) และ แม่น้ำแยงซี” (Chang River) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในทวีปเอเชีย ทะเลทรายโกบี” (Gobi Desert) ที่กว้างใหญ่แห่งที่ราบสูงมองโกเลียกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายนี้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับประเทศเกาะอุตสาหกรรมเล็กๆที่มีชื่อว่าญี่ปุ่น (Japan)
เอเชียใต้ประกอบไปด้วยคาบสมุทรอินเดีย (Indian Peninsula) ผืนดินที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย พื้นที่นี้เป็นพื้นที่มรสุม (Monsoon) หรือลมพายุแรงที่มาตามฤดูกาล ซึ่งทำให้เกิดคลื่นแรงในมหาสมุทรและฝนตกหนัก ภูเขาที่อยู่บนที่ราบสูงธิเบตเป็นแหล่งกำเนิดของ แม่น้ำสินธุ” (Indus River) และ แม่น้ำคงคา” (Ganges River) อารยธรรมแรกที่ของบริเวณเอเชียใต้ ก็ถือกำเนิดขึ้นตามหุบเขาใกล้แม่น้ำสองสายนี้ และในปัจจุบันก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดบนโลก

บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแปซิฟิกตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร บริเวณนี้อุดมไปด้วยป่าดิบชื้น นอกจากนี้ยังมี หมู่เกาะ” (Archipelagos) มากมาย ซึ่งเชื่อมต่อทวีปเอเชียเข้ากับทวีปออสเตรเลีย และประเทศหมู่เกาะอื่นๆในมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่กว้างใหญ่และจัดเป็นทวีปๆหนึ่ง มีพื้นที่เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ “The Outback” เป็นอีกชื่อที่ใช้เรียกออสเตรเลีย ที่นี่ฝนตกน้อยมาก และประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะโพลีนีเซีย (Polynesia) เมลานีเซีย (Melanesia) และไมโครนีเซีย (Micronesia) นั้นอยู่ไกลออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิก


ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ               จดหมู่เกาะฮาวาย
ทิศตะวันออก         จดเกาะอีสเตอร์
ทิศตะวันตก           จดหมู่เกาะปาเลา  และเกาะนิวกินี
ทิศใต้                   จดประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย

ลักษณะทางธรณีวิทยา
           โอเชียเนียเป็นเกาะภูเขาหินใหม่  ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรณีวิทยาเกิดขึ้นได้เสมอ  เช่น  ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ  โดยเฉพาะบริเวณชายขอบของมหาสมุทรแปซิฟิกในบางครั้งเกาะบางแห่งต้องจมหายอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล
                หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งทางตอนกลางและตอนใต้ของมหาสมุทร แบ่งได้  3 กลุ่ม ตามลักษณะชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม คือ
1. กลุ่มเกาะเมลานีเซีย ประกอบด้วยเกาะสำคัญ ได้แก่ เกาะนิวกีนี หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะนิวเฮบริดีส หมู่เกาะนิวแคลิโดเนีย หมู่เกาะฟิจิ เป็นที่อยู่อาศัยของชนผิวดำ เป็นเกาะทวีป เพราะเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปมาก่อน
2. กลุ่มเกาะไมโครนีเซีย เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทางตอนกลางและทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก เหนือเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ หมู่เกาะกิลเบอร์ต หมู่เกาะมาเรียนา หมู่เกาะมาร์แชลล์ หมู่เกาะโรไลน์ เกาะนาอูรู เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรผิวน้ำตาลคล้ายมองโกลอยด์
3. กลุ่มหมู่เกาะโพลีนีเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้เส้นศูนย์สูตร ได้แก่ หมู่เกาะซามัว หมู่เกาะคุก หมู่เกาะตูอาโมตู หมู่เกาะตองกา ฯลฯ เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรชนชาติโปลินีเซีย  กลุ่มหมู่เกาะต่างๆ เหล่านี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อันเป็นเขตที่เปลือกโลกยังมีอายุน้อย ทำให้ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด และตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตรจึงมีอากาศร้อนชื้นตลอดปี



นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งเป็นประเทศและดินแดนในโอเชียเนีย ซึ่งประกอบด้วย
  • ออสตราเลเซีย
- ออสเตรเลีย    
- เกาะนอร์ฟอล์ก
- หมู่เกาะโคโคส (คีลิง)
- เกาะคริสต์มาส

  • เมลานีเซีย     
- ติมอร์ตะวันออก        
- ฟิจิ
- หมู่เกาะโมลุกกะ และ นิวกินีตะวันตก (อินโดนีเซีย)
- นิวแคลิโดเนีย
- ปาปัวนิวกินี
- หมู่เกาะโซโลมอน
- วานูอาตู

  • ไมโครนีเซีย
  • - กวม

  • - คิริบาส
    - หมู่เกาะมาร์แชลล์
    - หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา
    - ไมโครนีเซีย
    - นาอูรู
    - ปาเลา

    • โพลินีเซีย      
    -อเมริกันซามัว
    -หมู่เกาะคุก
    -เฟรนช์โปลินีเซีย
    -ฮาวาย
    -นิวซีแลนด์
    -นีอูเอ
    -หมู่เกาะพิตแคร์น
    -ซามัว
    -โตเกเลา
    -ตองกา
    -ตูวาลู
    -วาลลิสและฟุตูนา


              โอเชียเนีย นั้นมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะเกี่ยวเนื่องกันของประเทศแต่ละประเทศ จักรวรรดิและอาณาจักรต่างๆ ที่สำคัญในโอเชียเนีย เช่น อาณาจักรของชาวเมารี จักรวรรดิตูอิตองกา หมู่เกาะโซโลมอน จักรวรรดิตูอิปูโลตู และจักรวรรดิตูอิมานูอา เป็นต้น

             เกือบทั้งหมดเคยตกเป็นเมืองขึ้นของเจ้าอาณานิคมจากโลกตะวันตกมีทั้งประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา

              บางประเทศก่อกำเนิดจากผลพวงของสงคราม ทั้งสงครามระหว่างคนพื้นเมืองด้วยกันเองอย่างตองกา หรือการรวมประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของหมู่เกาะโซโลมอน เฉพาะอย่างยิ่งการก่อเกิดของประเทศสำคัญคือออสเตรเลีย ก็เป็นผลมาจากหลังสงครามประกาศอิสรภาพในสหรัฐอเมริกายุติลง และอังกฤษมองหาแผ่นดินใหม่สำหรับการตั้งถิ่นฐานของผู้กระทำผิดแทนที่อาณานิคมในเขตแอตแลนติกเหนือ

               คำ "โอเชียเนีย" ได้มาจากชื่อของ "เปลือกโลกมหาสมุทร-Oceanic plate"   ทั้งนี้ เปลือกโลกประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6-10 แผ่น และมีแผ่นเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆ แผ่นต่อกันเหมือนแผ่นกระเบื้อง แผ่นเปลือกโลกเหล่านี้เรียกว่าเพลต (Plate) แบ่งเป็นเปลือกโลกทวีป-คอนติเนนเติล เพลต (Continental plate) และเปลือกโลกมหาสมุทร-โอเชียนิก เพลต (Oceanic plate)


    ภูมิประเทศ
    ภูมิประเทศของโอเชียเนียส่วนใหญ่เป็นเกาะและพืดหินปะการัง กระทั่งแผ่นดินเกิดการยกตัว นอกจากนี้ ยังมีที่เป็นภูเขาไฟ เทือกเขาขรุขระทุรกันดาร ที่ราบแคบๆ ป่าทึบ และทุกประเทศลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ภูมิอากาศร้อนชื้น ยกเว้นนิวซีแลนด์ที่เป็นแบบภาคพื้นสมุทร ฝนตกสม่ำเสมอตลอดปี ชุกมากแถบฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ และออสเตรเลียที่แบ่งออกได้เป็น 7 เขตภูมิอากาศ คือ ร้อนชื้น ร้อนสลับแห้ง ทุ่งหญ้าเขตร้อน ทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย เมดิเตอร์เรเนียน อบอุ่นชื้นแบบภาคพื้นสมุทร และแบบทะเลทราย



    ประชากร
    ประชากรส่วนใหญ่ในเขตโอเชียเนีย แบ่งออกเป็นสองเชื้อชาติใหญ่ๆคือ เชื้อชาติยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ในประเทสออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่วนชนชาวพื้นเมืองมี 3 กลุ่ม คือ พวกไมโครนีเซียน เมลานีเซียน และโปลินีเซียน ซึ่งอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากดินแดนแถบนี้เคยถูกปกครองโดยอังกฤษและสหรัฐอเมริกามาก่อน ดังนั้นเกือบทุกประเทศจึงใช้ภาอังกฤษเป็นภาหลักควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่น และนับถือสาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกโปรเตสแตนต์ และแองกลิคัน นอกจากนี้ชนเผ่าพื้นเมืองตามหมู่เกาะต่างๆยังนับถือลัทธิภูตผีปีศาจและ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ


     ในปัจจุบัน ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียต่างประสบปัญหาในหลายด้าน ทั้งปัญหาด้านเชื้อชาติ ปัญหาการเมือง และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    ปัญหาเชื้อชาติ
                 ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาหนึ่งของภูมิภาคโอเชียเนีย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่ดินแดนแห่งนี้เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก และปัญหานี้ยังนำมาซึ่งปัญหาในด้านอื่นๆด้วย 
    ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในสาธารณรัฐฟิจิ ปัญหาของฟิจิเป็นปัญหาที่เกิดมาจากความแตกต่างในด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาว ฟิจิ ซึงเป็นชาวพื้นเมืองเดิมกับชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย

                 ชาวอินเดียเข้ามาในฟิจิครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเข้ามารับจ้างเป็นคนงานตัดอ้อยของชาวอังกฤษที่เข้ามาลงทุนในฟิจิ และในที่สุดชาวอินเดียเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นชาวฟิจิหลังจากที่อยู่อาศัย เป็นเวลายาวนาน และปัจจุบันชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียส่วนใหญ่ควบคุมกิจการด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ 
                                                    
    ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ.1990 ได้มีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่เอื้อประโยชน์ต่อชนพื้นเมืองเชื้อสายฟิจิ โดยระบุให้ผู้บริหารประเทศต้องมาจากชาวฟิจิเชื้อสายพื้นเมืองเท่านั้น แต่ต่อมาใน ค.ศ. 1997 ได้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และให้มีความเสมอภาคระหว่างชาวฟิจิเชื้อสายฟิจิและเชื้อสายอินเดียมากขึ้น

               กรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนำมาซึ่งความขัดแย้งภายในประเทศฟิจิ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาเฮนดรา โชดรี (Mahendra Chauhry) ซึ่งเป็นชาวฟิจิเชื้อสายอินเดียชนะการเลือกตั้งและได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฟิจิในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1999 โดยมีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา (Ratu Sir Kamisese Mara) ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

              หลังนายกรัฐมนตรี โชดรี บริหารประเทศครบ 1 ปี จอร์จ สไปต์ (George Speight) บุตรชายของแซม สไปต์ นักการเมืองฝ่ายค้านและเป็นนักธุรกิจเชื้อสายฟิจิได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา พร้อมด้วยพรรคพวกติดอาวุธอีก 10 คน และจับกุมนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 43 คนเป็นตัวประกัน ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 พร้อมกับประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ และออกแถลงการณ์อ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำในนามของชาวฟิจิทุกคนที่ไม่ต้อง การให้อำนาจการปกครองประเทศไปตกอยู่ในมือของชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย รวมทั้งอ้างเหตุผลว่าการกระทำในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนมาจากกองทัพฟิจิ และประกาศล้มเลิกรัฐธรรมนูญล้มล้างอำนาจของประธานาธิบดีราตู เซอร์ กามิเซเซ มารา และประกาศแต่งตั้งราตู ติโมชิ ซิลาโตลู(Ratu Timoci Silatolu) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคสมาคมชาวฟิจิเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในวันเดียวกันประธานาธิบดีมาราได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วกรุงซูวา พร้อมกับเรียกร้องให้มีการยุติการควบคุมตัวประกัน

    ในระยะแรกกองทัพฟิจิยังคงวางเฉยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันชาวฟิจิจำนวน 50,000 คน ได้ชุมนุมกันบริเวณรัฐสภาเพื่อให้การสนับสนุนการรัฐประหารในครั้งนี้ ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม นายพลเรือจัตวาแฟรงก์ ไบนิมารามา (Frank Bainimarama) ผู้บัญชาการทหารของฟิจิได้เข้ายึดอำนาจซ้อนโดยได้ประกาศกฎอัยการศึก กดดันให้สไปต์ปล่อยตัวประกัน  และได้ประกาศยกเลิกรัฐ ธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1990 ที่ให้สิทธิเฉพาะชาวพื้นเมืองขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีขณะเดียวกันได้แต่งตั้ง ราตู เอเปลี ไนลาติเกา (Ratu Epeli Nailatikau) อดีตนายทหาร และนักการทูต บุตรเขยของประธานาธิบดีมารา ให้รักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    ใน วันที่ 3กรกฎาคมปีเดียวกันได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น โดยมีการแต่งตั้งไลซีเนีย การาเซ (Laisenia Qarase) นักธนาคารชาวพื้นเมืองฟิจิขึ้นรักษาการแทนโชดรี แต่ผลการแต่งตั้งก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ก่อการ โดย เฉพาะสไปต์ เพราะไม่มีกลุ่มคนผู้ก่อการได้เข้าร่วมรัฐบาล

    กองทัพฟิจิได้พยายามเจรจาและสร้างความกดดันต่อสไปต์และกลุ่มผู้ก่อการร้าย จนในที่สุดในวันที่ 13 กรกฎาคมปีเดียวกัน โชดรีและตัวประกันอื่นๆก็ได้รับการปล่อยตัว นับเป็นการยุติวิกฤตการณ์การจับตัวประกันซึ่งดำเนินมายาวนานถึง 56 วัน และในวันเดียวกันที่ประชุมสภาผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองฟิจิได้ร่วมลงมติแต่งตั้ง ราตู โจเซฟา อิโลอิโล(Ratu Josefa Iloilo) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิจิถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ตลอดจนได้รับผลกระทบจากการระงับสิทธิการเป็นสมาชิกภาพในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ

    ปัญหาเชื้อชาติเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขยายอำนาจ ของลัทธิจักรวรรดินิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 และเป็นปัญหาที่นำมาซึ่งความขัดแย้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียในปัจจุบัน ระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชนชาวยุโรป ชาวเอเชีย แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์                           

    อะบอริจินส์(The Aborigines) เป็นชนพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย ชนกลุ่มนี้ได้อพยพจากคาบสมุทรมลายูเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนออสเตรเลีย เมื่อ 38,000 ปีมาแล้ว พวกอะบอริจินส์มีหลายกลุ่ม ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ชนผิวขาวจะอพยพเข้ามาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 พวกอะบอริจินส์มีลักษณะเป็นสังคมล่าสัตว์และมีความแตกต่างระหว่างชนกลุ่ม ต่างๆทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น

    : ชนเผ่าอะบอริจินส์(The Aborigines) 
    เมื่อชาวยุโรปอพยพเข้ามาในดินแดนออสเตรเลียได้ส่งผลกระทบต่อวิถี ชีวิตของชาวอะบอริจินส์นั้นคือ ชาวยุโรปได้นำเอาอารยธรรมของตนเข้าไปแทนที่วัฒนธรรมของชนกลุ่มพื้นเมือง และชาวอะบอริจินส์ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคมเร่ร่อนล่าสัตว์มาตั้ง ถิ่นฐานอย่างถาวร นอกจากนี้ชนกลุ่มนี้ยังได้รับการปฏิบัติจากชาวยุโรปที่ตั้งถิ่นฐานบางกลุ่ม อย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยรวมทั้งความพยายามเผยแพร่อารยธรรมแก่ชนกลุ่มนี้ต้อง ประสบความล้มเหลวเนื่องจากชนกลุ่มนี้ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้

    ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 รัฐบาล ออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญแก่กลุ่มชนพื้นเมืองมากขึ้น เนื่องจากชนกลุ่มนี้นับวันจะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ โดยรัฐบาลออสเตรเลียปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อชาวอะบอริจินส์เรื่อยมา โดยได้รับการกระตุ้นจากหมอสอนศาสนาคริสต์ใน ค.ศ. 1939 และ1945 รัฐบาลได้มอบสิทธิชน ชาวอะบอริจินส์เป็นพลเมืองออสเตรเลียและให้ความคุ้มครองในสิทธิขั้นพื้นฐาน ในด้านต่างๆส่งผลให้ชาวอะบอริจินส์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    ในปัจจุบันชนเผ่าอะบอริจินสาบงกลุ่มได้พยายามปรับวิถีชีวิตของตน ให้เข้ากับชนผิวขาว ขณะที่บางกลุ่มยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดังเดิมไว้ต่อไป รัฐบาลออสเตรเลียได้ให้ความคุ้มครองชนเผ่าอะบอริจินส์ทั้งสองกลุ่มอย่างเท่า เทียมกัน เช่น ใน ค.ศ. 1976 รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกพระราชบัญญัติสิทธิความเป็นเจ้าของดั้งเดิมของเผ่า เป็นต้น ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ประชากรชนเผ่าอะบอริจินส์มีจำนวนประมาณ 30,000 คน

    นอก จากนี้ ประเทศออสเตรเลียยังเป็นสังคมที่มีหลายเชื้อชาติ โดยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคม ออสเตรเลียจะมีชนชาติอังกฤษเป็นชนชาติหลัก ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศออสเตรเลียมีผู้อพยพเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้อพยพจากเอเชียใต้และยุโรปใต้ ในตอนต้นของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมออสเตรเลียเริ่มประกอบด้วยชนเชื้อชาติอื่นๆ มากขึ้น ชนชาติที่อพยพเข้ามาใหม่ เช่น ชาวเอเชีย ชาวยุโรปใต้ ซึ่งมักมีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจากชนชาวอังกฤษในออสเตรเลีย ส่งผลให้เกิดความแตกแยก และกีดกันซึ่งกันและกันจนกลายเป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กัน รัฐบาลออสเตรเลียต้องบัญญัติกฎหมายออกมาสกัดกั้นพวกอพยพ เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศให้มากขึ้น ประกอบกับทัศนคติเรื่องเชื้อชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางยอมรับความหลากหลายใน ด้านเชื้อชาติมากขึ้น ส่งผลให้ในปัจจุบัน สังคมออสเตรเลียจึงประกอบด้วยเชื้อชาติต่างๆ มากมายหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันโดยปกติ ถึงแม้ออสเตรเลียจะมีกลุ่มการเมืองขวาจัด เช่น พรรควันเนซัน (One Nation Party) ซึ่งมีนโยบายชาตินิยมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากชาวออสเตรเลียในปัจจุบัน

    ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประสบปัญหาช่องว่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ระหว่างชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองกับชาวยุโรป นอกจากนี้ ชนชาวเมารีกำลังเผชิญปัญหาความสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเองไป ซึ่งนับเป็นปัญหาด้านเชื้อชาติที่สำคัญในประเทศนิวซีแลนด์


    ปัญหาการเมือง
    ปัญหาการเมืองของ ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีหลายประการด้วยกัน เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีทั้งประเทศที่มีการพัฒนาการทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยเป็นอย่างดี เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  และ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกมาแล้วทั้งสิ้น        

    1.ปัญหาการแทรกแซงของชาติตะวันตก ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคโอเชียเนียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก แม้แต่ในปัจจุบันดินแดนบางแห่งยังคงเป็นดินแดนอาณานิคมอยู่เช่น ดินแดนดปลินีเซียของฝรั่งเศส ( French Polynesia) หมู่เกาะอเมริกันซามัว (American Samoa) เป็นต้น หมู่เกาะบางแห่งมีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น หมู่เกาะนิวแคลีโดเนีย ( New Caledonia ) ของ ฝรั่งเศสเป็นแหล่งแร่นิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก ทำให้ฝรั่งเศสไม่อาจให้เอกราชกับดินแดนแห่งนี้ได้ ทั้งชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเมลานีเซียได้เรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส นอกจากนี้ ชนกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นบานใหม่ เช่น ชาวยุโรป ชาวเอเชีย  ชาวโปลินีเซีย ก็ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสต่อไป เนื่องจากกลุ่มชนเหล่านี้เกรงที่จะสูญเสียสิทธิบางประการแก่ชาวพื้นเมือง หลังได้รับเอกราช ปัญหาการเมืองของนิวแคลีโดเนียจึงกลายเป็นปัญหาระหว่างเชื้อชาติด้วย ใน ค.ศ. 1998 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำความตกลงกับนิวแคลีโดเนีย โดยจะให้อำนาจแก่ดินแดนอาณานิคมแห่งนี้ในการปกครองตนเองมากขึ้น                         

    นอกจากนี้ ดินแดนภูมิภาคโอเชียเนียยังเป็นดินแดนที่สร้างความตึงเครียดแห่งหนึ่ง เนื่องจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ มักใช้ภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลแห่งนี้เป็นสถานที่ทำการทดลองอาวุธร้ายแรงต่างๆ เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกาได้ทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่เกาะบีกีนีใน มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ไน ค.ศ. 1995 ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากชาวโลก

    2.ปัญหาการก่อการร้ายประเทศในภูมิภายโอเชียเนียมีความสัมพันธ์อย่างมากกับชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียได้สร้างความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกากับ อังกฤษอย่างแน่นแฟ้นตลอดมา ออสเตรเลียได้เข้าร่วมรบกับสหรัฐอเมริ่กาในการต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สอง ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามอัฟกานิสถาน และล่าสุดในสงครามอิรักเมื่อ ค.ศ. 2003

    แต่การที่ออสเตรเลียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาและ อังกฤษในการทำสงครามทำให้ขบวนการก่อการร้ายที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกามอง ออสเตรเลียเป็นประเทศเป้าหมายในการก่อวินาศกรรมไปด้วย เช่นเดียวกับชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาชาติอื่นๆ ดังเช่นเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมสถานเริงรมย์แห่งหนึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2002 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำนวน 88 คนรวมอยู่ด้วย ขบวนการที่ปฏิบัติการก่อวินาศกรรมดังกล่าว คือ ขบวนการเจมาอิสลามมิยาห์ (Jemaah Islamiyah) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มขบวนการอัลเคดาห์เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมดังกล่าว จึงเป็นการมุ่งโจมตีออสเตรเลียยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ปัญหาการก่อการร้ายจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญขงภูมิภาคโอเชียเนียไปด้วย


    ปัญหาความแตกต่างทางเศรษฐกิจ
               ประเทศต่างๆในภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตก ต่างกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กับประเทศกำลังพัฒนา อันได้แก่ ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า

    1.การเกษตร ในภูมิภาคโอเชียเนีย แหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญอยู่ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในการผลิตทางด้านการเกษตรทั้งสองประเทศมีการใช้เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรกัน อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกรรมที่ก้าว หน้ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง สินค้าส่งออกมีทั้งพืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากการเลี้ยงสัตว์ทั้งโคนม โคเนื้อ และแกะ ภาคเกษตรกรรมถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

    ส่วนประเทศหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงมีลักษณะการผลิตทางด้านเกษตรกรรมเป็นแบบยังชีพ ยังไม่มีการพัฒนาทางด้านการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งประเภทของผลิตผลทางเกษตรกรรมยังมีลักษณะที่เหมือนกัน เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ปลา พืชผลเมืองร้อน

    2.อุตสาหกรรม ชาวออสเตรเลียร้อยละ 25 ทำงาน ด้านอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรกล ผลิตรถยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร เคมีภัณฑ์ การทอผ้า การต่อเรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น ส่วนประเทศหมู่เกาะอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนีย การอุตสาหกรรมมีน้อยมากและมักเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การแกะสลักไม้ การทำเนื้อมะพร้าวตากแห้ง การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมยังคงล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

    ในด้านการทำเหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การทำเหมืองแร่บอกไซต์ เหล็ก ถ่านหิน ยูเรเนียม ทองแดง สังกะสี เหมืองแร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ แร่ที่ขุดได้เกือบทั้งหมดจะนำมาเป็นวัตถุดิบใช้ภายในประเทศ นอกจากนี้ก็มีการทำเหมืองถ่านหินในนิวซีแลนด์ เหมืองทองคำ ทองแดง ในปาปัวนิวกินี เหมืองฟอสเฟตในหมู่เกาะโซโลมอน และนาอูรู เหมืองนิกเกิลในฟิจิ


    3.การค้า การค้านอกภูมิภาคส่วนมากเป็นการค้าระหว่างออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ กับประเทศอื่นๆในเครือจักรภพด้วยกัน โดยเฉพาะกับอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีการค้ากับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ หนังสัตว์ ผ้าขนสัตว์ นม เนย และน้ำตาล เครื่องจักรกลทางการเกษตร เยื่อกระดาษ ปูนซีเมนต์ ผลไม้ ข้าวสาลี ส่วนสินค้าเข้ามักเป็นวัตถุดิบ เช่น สินแร่ เครื่องจักร รถยนต์ ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ปริมาณการค้าของทั้งสองประเทศมีสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียทั้ง หมด

    นอกจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แล้ว  ประเทศอื่นๆในภูมิภาคโอเชียเนียยังคงมีการค้า ขายกับต่างประเทศค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศค่อนข้างสูง เนื่องจากสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงจำพวกอุปกรณ์เครื่อง จักร อาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค ขณะที่สินค้าส่งออกเกือบทั้งหมดเป็นสินค้าทางการเกษตร การประมง แร่ธาตุซึ่งเป็นสินค้าไม่กี่ชนิดที่มีมูลค่าต่ำ และมีราคาที่ไม่แน่นอนในตลาดโลก ประเทศในภุมิภาคนี้จึงพยายามพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆขึ้นมา เช่น  ภาคการท่องเที่ยว

                การที่ประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียมีการพัฒนาในเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้รายได้ของประชากรแต่ละประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันด้วย เช่น ประชาชนของประเทศออสเตรเลียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 24,630 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงมากประเทศหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศปาปัวนิวกินีในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ประชากรของ ประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อ ปี หรือประเทศหมู่เกาะโซโลมอล ประชากรของประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,910 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่างกันของประเทศในภูมิภาคนี้
    ในปัจจุบันประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียได้รับการช่วยเหลือในด้าน ต่างๆโดยฉพาะในด้านการพัฒนาประเทศทั้งจากประเทศที่เคยเป็นเจ้าอณานิคมและจาก ประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เช่น ใน ค.ศ.2003-2004 ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณมุ่งเน้นให้การช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาต่างๆ แก่ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้ภูมิภาคโอเชียเนียมีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น



    [Polynesia]*Polynesia


    โพลีนีเซีย (Polynesia)


                     หลังจากที่ได้ศึกษาความเป็นมาของหมู่เกาะโพลีนีเซียมา และเนื่องจากว่ากลุ่มประเทศนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในโลกเท่าใดนัก ข้อมูลที่ทำการค้นคว้าจึงมีน้อย และยังคงไม่นิ่ง เพราะยังถกเถียงกันอยู่อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานชัดเจน 

                     โพลีนีเซีย หรือ โปลีนีเซีย (อังกฤษ: Polynesia) คือภูมิภาคที่อยู่ในเขตทวีปโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อมองจากแผนที่จะเห็นพื้นที่เป็นรูปสามเหลี่ยมหรือที่เรียกกันว่า "สามเหลี่ยมโพลินีเซียน "



    สำหรับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ มีความเจริญสูงสุดในบรรดาภูมิภาคในโอเชียเนียทั้งหมด ซึ่งมีจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่หลายจักรวรรดิ มีวัฒนธรรมต่างๆ เช่น การเต้นรำ เป็นต้น ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยดินแดนและประเทศทั้งหมด 4 ประเทศ 8 ดินแดน คือ


     4 ประเทศ ประกอบด้วย


    8 ดินแดน ประกอบด้วย 




    ยุคอารยธรรมโบราณของชาวโพลีนีเชียน

                 ในประวัติศาสตร์ของการเดินทางเพื่อการอพยพโยกย้ายถิ่นโดยทางทะเล ชนเผ่าที่ที่จัดว่ามีความสามารถที่สุดคือ "ชาวโพลีนีเชียน (Polynesian) ซึ่งอาศัยอยู่ในเกาะต่าง ๆ ทางตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก สิ่งที่ได้จากการเดินทางเหล่านี้คือความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สั่งสมและสืบต่อกันมา

    โพลีนีเชียเป็นหนึ่งในอารยธรรมเก่าแก่โบราณที่อาศัยอยู่ในเกาะต่างๆกว่าหนึ่งหมื่นเกาะ พื้นที่ประมาณ 26 ล้านตารางกิโลเมตรในมหาสมุทรแปซิฟิก ต่อมาคนในชนเผ่าได้เดินทางทางทะเลไปทางตะวันออก สาเหตุสำคัญของการอพยพโยกย้ายถิ่นของชาวโพลีนีเชียคือการเพิ่มของจำนวนประชากร ความขัดแย้งทางด้านการเมือง ศาสนา ความเชื่อของคนในกลุ่มเดียวกันเอง กลุ่มที่พ่ายแพ้ก็จำเป็นต้องเดินทางอพยพออกไป


    ลำเรือแบบคู่ (dual-hulled sailing ship)

    ระหว่างปี 300-600 ปีก่อนคริสตกาลชาวโพลีนีเชียนได้ตั้งถิ่นฐานกินพื้นที่เป็นรูปสามเหลี่ยมเรียกว่า The Polynesian Triangle ขอบเขตทางตะวันออกคือเกาะอีสเตอร์ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ทางด้านตะวันออกสุดของมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนทางเหนือก็คือเกาะฮาวายซึ่งเป็นเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก สิ่งที่ทำให้ชาวโพลีนีเชียนสามารถเดินทางรอนแรมระหว่างเกาะในมหาสมุทรซึ่งมีระยะทางไกลมากนั้นคือความสามารถในการออกแบบเรือซึ่งออกแบบให้มีลำเรือแบบคู่ (dual-hulled sailing ship) บางลำสามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 100 คน และยังสามารถบรรทุกสัมภาระได้ปริมาณมากไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำหรือเมล็ดพันธุ์พืช นอกจากนี้ชาวโพลีนีเชียนยังรู้จักสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติมาเป็นประโยชน์ในการเดินเรือ เช่น เส้นทางการเคลื่อนที่และจังหวะของคลื่นที่กระทบตัวเรือ เส้นทางที่นกบินเหนือท้องทะเล ตำแหน่งของดวงดาว กลิ่น อุณหภูมิ ความเค็ม และสีของน้ำทะเล สีของท้องฟ้าขณะดวงอาทิตย์ขึ้นและตกรวมถึงสีและตำแหน่งของดวงจันทร์เป็นต้น

    ในจำนวนเกาะต่างๆที่ชาวโพลีนีเชียนเดินทางอพยพย้ายถิ่นนั้น เกาะฮาวายถือว่าเป็นเกาะที่ไกลที่สุด การเดินทางไปยังเกาะฮาวายจากทางซีกโลกใต้ในช่วงเวลานั้นเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้เนื่องจากเกาะแห่งนี้อยู่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดทางซีกโลกใต้เกือบ 2000 ไมล์ นอกจากนี้เกาะฮาวายตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า doldrums ซึ่งมีอากาศร้อนและลมสงบบางครั้งนักเดินทางจำเป็นต้องใช้พาย เชื่อกันว่านักเดินทางชาวโพลีนีเชียนกลุ่มแรกเดินทางถึงเกาะฮาวายระหว่างปี ค.ศ. 450-600 หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการเดินทางระหว่างเกาะต่าง ๆ ทางซีกโลกใต้ถึงฮาวายเป็นประจำ เมื่อเปรียบระหว่างการเดินทางในทะเลของกลุ่มคนในซีกโลกตะวันตกกับชาวโพลีนีเซียนจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยขณะกลุ่มนักเดินทางในซีกโลกรู้จักใช้แผนที่เดินเรือประกอบกับความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ในการเดินทางแต่ชาวโพลีเซียนกลับใช้ประสบการณ์ของนักเดินทางรุ่นก่อนที่สั่งสมและบอกต่อ ๆ กันมาระหว่างรุ่นเท่านั้นมาใช้ในการเดินทาง


    พบว่าสำหรับประชากรพวกแรกที่เข้ามาอยู่ในหมู่เกาะโพลีนีเซียนั้น ได้มีการถกเถียงและตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมามากมาย ทั้งจากทฤษฎีที่ว่าประชากรพวกแรกสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บ้างก็เชื่อว่ามาจากอเมริกาใต้ ซึ่งดูน่าเชื่อถือเพราะมีผู้พิสูจน์ทฤษฎีนี้ขึ้นมา คือ Thor Heyerdahl ผู้ได้ทำการสร้างเรือคอนติกิ(Kon-Tiki) ขึ้นใหม่ และใช้แล่นไปตามชายฝั่งเอกวาดอร์และทางเหนือของเปรู หลังจากออกเดินทางไปได้ 80 กม. พวกเขาก็แล่นตามทิศทางลมและกระแสน้ำเป็นเวลา101 วัน จนถึงเกาะปราการัง แห่งหนึ่งคือ เกาะ Raroia ในหมู่เกาะTuamotus และนี่เป็นจุดสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าชาวอเมริกันอินเดียนทางใต้ อาจเดินทางมาถึงโพลีนีเซียได้ และในปี1952 Heyerdahl ได้เห็นว่าชาวโพลีนีเซียไม่สามารถจะอพยพผ่านเมลานีเซียหรือไมโครนีเซียมาได้ และทางด้านภาษาศาสตร์ของโพลีนีเซียก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับมาเลเซียเลย และก็ไม่มีภาษาสันสกฤตใช้ในโพลีนีเซียด้วย ชาวโพลีนีเซียจึงไม่สามารถมาจากทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แน่ และเขาคิดว่าที่หมู่เกาะโพลีนีเซียอาจมีการตั้งถิ่นฐานจากชาวอเมริกาใต้เมื่อ ก่อนศตวรรษ800




    ตำนานเทพของชาวโพลีนีเซียน "เทพมออี"






    ในสมัยที่มนุษย์ยังเชื่อกันว่าโลกแบนเป็นแผ่นกระดาษ

    และดวงอาทิตย์ใช้เวลาแค่ 7 ชั่วโมงครึ่งเดินทางรอบโลก
    "มออี" ได้ถือกำเนิดขึ้น..
    มออีตัวเล็ก แขนขาป้อมสั้นแถมยังพุงหลามเท่าหม้อแกง
    หุ่นไม่เท่ห์..แต่ก็เป็นวีรบุรุษคนสำคัญของชาวโพลินิเซีย
    มออีมีอาวุธที่ถือติดมือมาแต่เกิด เป็นกระดูกขากรรไกรวิเศษ
    เขาได้ใช้มันสร้างวีรกรรมเพื่อโลกหลายอย่าง
    1 ในวีรกรรมที่มออีสร้างและมีผลกระทบกับเราในตอนนี้ คือ การจับดวงอาทิตย์

    เรื่องของเรื่องก็คือว่า มออีโมโหที่วันวันหนึ่งช่างสั้นเหลือเกิน
    สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าหรือแก๊สใช้ พอพระอาทิตย์ตกดินโลกก็จะมืดมิดทันที
    มออีคิดว่าแสงสว่างในแต่ละวันมีน้อยเกินไป ไม่พอให้เขาทำงาน
    ดังนั้นเขาจึงเอาเชือกมาถักเป็นบ่วง แล้วก็ออกเดินทางไปยังสุดขอบโลกฝั่งตะวันออก..และซุ่มคอย
    รุ่งอรุณ พระอาทิตย์ค่อยๆไต่ขึ้นมาจากขอบโลก
    มออีจัดการคล้องเชือกเข้าให้..ยื้อยุดฉุดกันอยู่นาน
    ถ้ามออีเป็นมนุษย์ธรรมดาคงจะมอดไหม้เป็นจุณไปแล้ว
    แต่เพราะว่ามออีเป็นวีรบุรุษ นอกจากจะยึดพระอาทิตย์ไว้ได้แล้ว
    ยังเอากระดูกขากรรไกรวิเศษฟาดดวงอาทิตย์ไปอีกหลายทีด้วย
    พระอาทิตย์สู้แรงมออีไม่ได้

    มออีตีจนเหนื่อย ถึงได้ยอมปล่อยพระอาทิตย์ไป
    และออกเดินทางกลับโพลีเนเซียน โดยที่ไม่ได้สนใจอะไรอีก
    ฝ่ายพระอาทิตย์เห็นมออีจากไปแล้วก็รีบหนีขึ้นท้องฟ้า
    แต่เพราะอ่อนแรงเต็มที เนื้อตัวรึก็ถลอกปอกเปิกไปหมด
    เทพแห่งแสงสว่างจึงต้องใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง เดินทางจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง
    เวลากลางวันของมนุษย์บนโลกจึงยืดยาวมากขึ้นด้วยประการฉะนี้


    ภาษา

              การจัดหมวดหมู่ของภาษาร่วมสมัยโปลีนีเซีย เริ่มต้นด้วยการสังเกตบางอย่างโดยแอนดรูลีย์ในปี 1966 จากนวัตกรรมที่ใช้ร่วมกันใน phonology คำศัพท์และไวยากรณ์ที่แสดงว่าภาษาโพลินีเชียตะวันออกมีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับซามัว(Samoa) มากกว่าตองกา(Tonga) และตองกาเองก็เปรียบเหมือนญาติของ ชาวนีอูเอ(Niue) ซึ่งเรียกตัวเองว่า ตองอิค (Tongic)

    เขาได้เริ่มจากการไปสำรวจหมู่เกาะซามัว และตองกา เพื่อหาลักษณะเฉพาะ และวิถีการดำรงชีวิต

    ความสัมพันธ์ทางภาษาศาสตร์ดำเนินการโดยการค้นพบการวินิจฉัยเพิ่มเติมจากการศึกษาวิธีการเปรียบเทียบ ซึ่งต่อมาในปี 1985 วิลสันได้เผยแพร่การศึกษาของระบบสรรพนามโพลีนีเซีย บอกว่ามีความสัมพันธ์พิเศษระหว่างภาษาโพลินีเชียตะวันออกและอื่นๆ เขาได้ให้ชื่อกลุ่มภาษานี้ว่า "Ellicean"

    แต่ปัจจุบันพบว่า ผลการศึกษาทางภาษาบ่งบอกว่า บรรพบุรุษของชาวโพลีนีเซียนในย่านแปซิฟิกใต้ในปัจจุบัน มีถิ่นเดิมอยู่ที่เกาะไต้หวันเมื่อราว5,200 ปีที่แล้ว  ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และบ่ายหน้าทางตะวันออกไปยังแปซิฟิก


    นักวิชาการของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์   ได้ใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์คำศัพท์ต่างๆราว400คำ  ในภาษาของชาวออสโตรนีเซียนจากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก เพื่อดูว่าผู้คนในย่านแปซิฟิกมีการตั้งถิ่นฐานอย่างไร

    ศาสตราจารย์รัสเซลล์  เกรย์  บอกว่า ภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดภาษาหนึ่งของโลก แยกย่อยเป็น 1,200 ภาษา กระจายไปทั่วย่านแปซิฟิก
    "การศึกษาถ้อยคำพื้นๆ ในภาษาเหล่านี้  เช่น ที่เกี่ยวกับสัตว์  คำกริยาต่างๆ  สี  และจำนวน สามารถบ่งบอกวิวัฒนาการของภาษาได้" อาจารย์เกรย์บอก "ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาเหล่านี้ ช่วยให้เข้าใจความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานในแปซิฟิก"
    ผลวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร  Science บ่งบอกว่า การอพยพจากเกาะไต้หวันได้หยุดชะงักอยู่เป็นเวลานาน
    ก่อนไปยังฟิลิปปินส์    ชาวออสโตรนีเซียนได้หยุดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 1,000 ปี จากนั้นได้แพร่กระจายไกล 7,000 กิโลเมตร จากฟิลิปปินส์ไปยังโพลีนีเซียในช่วงเวลาไม่ถึงพันปี หลังจากลงหลักปักฐานในฟิจิ ซามัว และตองกา ชาวออสโตรนีเซียนได้หยุดการเดินทางไว้อีกหนึ่งพันปี ก่อนที่จะแพร่ต่อไปยังโพลีนีเซีย แล้วไปจนถึงนิวซีแลนด์ ฮาวาย และเกาะอีสเตอร์ในที่สุด ซึ่งเข้าใจกันว่า ชาวเมารีได้ตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์เมื่อราว 700-800 ปีก่อน  นักวิจัยบอกว่า การแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ที่ว่านี้ ขึ้นกับการพัฒนาเรือ ผลวิจัยทางโบราณคดีและดีเอ็นเอ ยืนยันทฤษฎีที่ว่า ชาวโพลีนีเซียมีความเกี่ยวดองกับชนดั้งเดิมในไต้หวัน

                                               
     ชนเผ่าในอดีต "ชนเผ่าเมารี (Māori)"


                ชนเผ่าเมารีซึ่งเป็นชาวโพลีนีเซียที่อาศัยอยู่บนหมู่เกาะนิวซีแลนด์ คือเจ้าถิ่นเดิมของดินแดนแห่งนี้ก่อนที่ชนผิวขาวจะมาถึง แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียดินแดนของตนให้กับชนผิวขาวเช่นเดียวกับชาวพื้นเมืองในดินแดนอื่น ๆ ทว่าชาวเมารีก็ได้ต่อสู้กับผู้รุกรานอย่างห้าวหาญและเข้มแข็งจนเป็นที่เกรงขามของอีกฝ่าย

    บรรพบุรุษของชาวเมารีเดินทางมาถึงเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อราว ค.ศ.800 โดยนิวซีแลนด์นับเป็นดินแดนสุดท้ายที่ชาวโพลีนีเซียค้นพบและเข้าครอบครองทั้งยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครองด้วย





    ชาวเมารีอาศัยอยู่รวมกันเป็นเผ่า ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่เรียกว่า ฮาปู หรือเผ่าย่อย และ วาเนา หรือ ครอบครัวขยาย โดยแต่เดิมนั้นชาวเมารีดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งเหยื่อชั้นดีที่เลี้ยงชีวิตชาวเมารีในยุคแรกๆ คือ เหล่านกโมอาชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ทั่วดินแดนแห่งนี้

    ต่อมาเมื่อนกโมอาและนกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆสูญพันธุ์ไปจนหมดเมื่อราว 600 ปีก่อน ภาวะกดดันด้านการดำรงชีพได้ทำให้ชาวเมารีหันมาเพาะปลูกและทำกสิกรรม ขณะเดียวกันการที่ปริมาณอาหารลดน้อยลงก็ทำให้เผ่าต่าง ๆ เริ่มทำสงครามต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันมากขึ้น จนแต่ละหมู่บ้านต้องสร้างป้อมค่ายล้อมรอบเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

     : นกโมอา
    สังคมที่มีการจัดระเบียบและการป้องกันอย่างเข้มแข็งนี้เอง ที่มีส่วนช่วยคุ้มครองชาวเมารีในช่วงที่ชาวยุโรปเริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ในทศวรรษที่ 1820 โดยชาวเมารีจำนวนมากได้รับการศึกษาและรู้จักฝึกฝนใช้อาวุธปืนแบบชาวผิวขาว ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างชาวเมารีและชาวยุโรปก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

    ต่อมาในปี ค.ศ. 1835 ตัวแทนจากเผ่าต่าง ๆ บนเกาะเหนือได้ร่วมกันออกคำประกาศอิสรภาพที่เริ่มต้นว่า "พวกเรา เหล่าผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำและหัวหน้าของส่วนเหนือแห่งดินแดนนี้ มารวมตัวยังไวตังกิ ในอ่าวทั้งสอง ณ วันที่ 28 ตุลาคม ปี 1835 เพื่อประกาศอิสรภาพของประเทศเรา ซึ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นรัฐเอกราช ณ ที่นี้ โดยสหภาพของเหล่าชนเผ่าแห่งนิวซีแลนด์

    : จากซ้าย กองทหารอังกฤษโจมตีป้อมปราการของชาวเมารี / นักรบเมารีถือกระบอง

    ทว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ก็หาได้ยับยั้งไม่ให้อังกฤษประกาศตนเป็นผู้ครอบครองนิวซีแลนด์และแม้ว่าชาวเมารีจะสามารถต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวได้อย่างเข้มแข็ง ทว่าพวกเขากลับถูกเชื้อโรคที่มากับชาวผิวขาวทำลายล้าง เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อถึงปี ค.ศ. 1840 ประชากรเมารีได้ลดจำนวนลงจากที่เคยมีกว่าสองแสนเหลือเพียงหนึ่งแสนคน

    ในปี ค.ศ. 1840 ฝ่ายอังกฤษและเมารีได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาไวตังกิ ซึ่งสถาปนาอำนาจอธิปไตยของอังกฤษในนิวซีแลนด์ โดยระบุให้ชาวเมารีได้สัญชาติอังกฤษ แม้ในทางทฤษฎี สนธิสัญญานี้ถือเป็นการรับทราบในกรรมสิทธิที่ดินของชาวเมารีโดยแลกกับการที่ชาวเมารีจะยอมรับอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ ทว่าสนธิสัญญาดังกล่าวมักถูกละเมิดโดยฝ่ายผู้อพยพชาวผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกที่ดินของชาวเมารีเสมอ

    ความขัดแย้งได้เขม็งเกลียวอย่างรุนแรงในพื้นที่ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์จนกลายเป็นสงครามต่อต้านชนต่างชาติบนเกาะเหนือ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1845 โดยพวกเมารีได้ยกพลเข้าต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวอย่างดุเดือด ซึ่งแม้ชาวยุโรปจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ชาวเมารีก็เชี่ยวชาญในการทำสงครามกองโจร ทั้งยังรู้จักการสร้างป้อมค่ายตั้งรับข้าศึกและเมื่อถูกชาวยุโรปยิงปืนใหญ่เข้าถล่ม พวกนักรบก็จะหลบลงไปซ่อนในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ก่อนจะกรูกันออกมาโจมตีเมื่อได้โอกาส

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวเมารีมีกำลังน้อยกว่าและขาดเสบียงสนับสนุน ทำให้พวกเขาต้องตกเป็นรอง ครั้นพอถึงปี ค.ศ. 1852 ที่ดินราวครึ่งหนึ่งของชาวเมารีก็ตกเป็นของผู้อพยพชาวผิวขาว ทว่าสงครามยังคงดำเนินไปจนถึง ปี 1872 ก่อนที่ชาวเมารีจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

    แม้จะพ่ายแพ้ในสงคราม แต่ชาวเมารีก็ยังคงรักษาชุมชนการเกษตรบางส่วนเอาไว้ได้ ทว่าโรคร้ายที่มากับชาวยุโรปยังคงล้างผลาญชาวเมารีลงไปเป็นจำนวนมาก จนทำให้ชาวเมารีลดจำนวนลงเหลือเพียง 42,000 คนเมื่อตอนสิ้นศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ดี หลังจากเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 จำนวนประชากรเมารีได้เริ่มเพิ่มขึ้น โดยมีบางส่วนได้ถูกดูดกลืนเข้าไปในวิถีชีวิตคนเมือง ขณะที่ส่วนที่เหลือยังคงใช้ชีวิตอยู่ในชนบทและยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมรวมทั้งยังรักษาภาษาของตนเอาไว้ตราบจนทุกวันนี้

    วัฒนธรรมการเต้น Haka ของชาวเมารี(Māori)
                นิวซีแลนด์นั้นเดิมถูกปกครองโดยชาวเมารี (Māori) ซึ่งเป็นชนเผ่าสายเลือดนักรบชาวเมารี เป็นชนเชื้อสายโพลีนีเซีย ที่อพยพมาจากทวีปเอเชีย
    ส่วน Haka (แปลว่า "ทำ") คือ traditional dance ของชาวเมารี ซึ่งเดิมที่เป็นการเต้นในพิธีต้อนรับแขก หรือก่อนที่จะออกสู้รบ แต่ภายหลังการเต้น Haka กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากทีม "All Blacks"กล่าวคือ ก่อนการแข่งขันทีม All Blacks จะทำการแสดง Haka คือการเต้นแบบชาวพื้นเมืองเมารี ทำท่าทางดุดันข่มขวัญคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี เป็นการแสดงความกล้าหาญเข้มแข็งก่อนการแข่ง.

         

         


    ระบำฮาวาย โพลินีเชียน


    การแสดงวัฒนธรรมหมู่เกาะทะเลใต้ ประกอบด้วย ฮาวาย ฟิจิ ทองก้า ตาฮิติ เมารี ชนเผ่านิวซีแลนด์ ซามัว สีสันโลกวัฒนธรรมพื้นเมืองที่สวยงามได้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการแสดง ที่เรียกว่า โพลีนีเชียน ซึ่งถ้าดูดีๆจะเห็นว่าเป็นการแสดงเรื่องราว วิถีชีวิตของชาวโพลีนีเซียน และบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความสดใส ร่าเริง นำสิ่งที่เป็นธรรมชาติมาประดับตกแต่งร่างกายที่สวยสดงดงาม






    ตัวอย่างธนบัตรของประเทศในกลุ่มโพลีนีเซีย

    ประเทศซามัว
    SAMOA [SAM]
    รัฐเอกราชซามัว (ซามัว: Malo Sa‘oloto Tuto'atasi o Sāmoa; อังกฤษ: Independent State of Samoa) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ซามัว (ซามัว: Sāmoa;อังกฤษ: Samoa) เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ชื่อในอดีตคือ เยอรมันซามัว ระหว่างปี พ.ศ. 2443 ถึง พ.ศ. 2457 และ ซามัวตะวันตก ระหว่างปี พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2540
    ประวัติศาสตร์
    ซามัวเป็นดินแดนที่เป็นที่ตั้งหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของชาวโพลินีเซีย สามารถขยายอาณาเขตยึดประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงได้ จนกระทั่งมีการเข้ามาของชาวยุโรปทำให้ประชากรส่วนใหญ่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ จนกระทั่ง จักรวรรดิตูอิตองกา ได้เข้ามายึดดินแดน ส่งผลให้ซามัวกลายเป็นเมืองขึ้นของตองกา ในระยะต่อมาอีก 500 ปี ซามัวได้ประกาศเอกราชและปกครองตนเองเรื่อยมา ต่อมาประเทศอังกฤษได้ยึดซามัว ในเวลาต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างสหรัฐ เยอรมันและอังกฤษ ยังผลให้ประเทศเยอรมนีได้ครอบครองส่วนที่เป็นประเทศซามัวในปัจจุบัน ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองส่วนที่เป็นอเมริกันซามัวในปัจจุบัน สำหรับประเทศอังกฤษก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในซามัวอีกแล้ว ในระยะต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซามัวถูกโอนให้มาขึ้นกับประเทศนิวซีแลนด์ จนประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2505 นับเป็นประเทศแรกในแปซิฟิกใต้ที่ได้รับเอกราช

    จากซ้าย :  5 Tala (ตาลา)         
    รายละเอียด : หน้าภาพหาดทรายสวยๆของซามัว หลังภาพพิพิธภัณฑ์ Villa Vailima
    10 Tala (ตาลา)
    รายละเอียด : หน้าภาพทีมรักบี้ของซามัว ที่ชนะเลิศที่ฮ่องกง ปี 2007 หลังภาพเด็กๆชาวซามัว

    ประเทศตองกา
    TONGA [TGA] 
    ราชอาณาจักรตองกา (Kingdom of Tonga) หรือ ตองกา (ออกเสียงที่ถูกตัองว่า โตงา ในภาษาตองกาแปลว่า ทิศใต้) เป็นประเทศหมู่เกาะในเครือจักรภพ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างประเทศนิวซีแลนด์และมลรัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ทางใต้ของประเทศซามัว และทางตะวันออกของประเทศฟิจิ ประเทศตองกาไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก แม้ว่าจะเป็นสมาชิกของเครือจักรภพก็ตาม



    จากซ้าย : ชนิดราคา 1 PA'ANGA (พังกา)
    รุ่นปี พ.ศ. 2538 หรือ ค.ศ. 1995
    รายละเอียด : ด้านหน้าภาพกษัตริย์ Taufa'ahau Tupou ที่สี่ หลังภาพวิวชนบทในตองกา
    ชนิดราคา 2 PA'ANGA (พังกา)
    รุ่นปี พ.ศ. 2538 หรือ ค.ศ. 1995
    รายละเอียด : ประเทศเกาะเล็กๆในมหาสมุทรแปซิฟิก มีขนาดใหญ่กว่าจังหวัดนนทบุรีเล็กน้อย
    ชนิดราคา 2 PA'ANGA (พังกา)
    รุ่นปี พ.ศ. 2553 หรือ ค.ศ. 2010
    รายละเอียด : ด้านหน้าภาพกษัตริย์ Siaosi หลังภาพนักรักบี้และเด็กๆชาวตองกากำลังอ่านหนังสือในโรงเรียน
    ชนิดราคา 1 PA'ANGA (พังกา)
    รุ่นปี พ.ศ. 2555 หรือ ค.ศ. 2012
    รายละเอียด : ด้านหน้าภาพกษัตริย์ Siaosi (George) Tupou V หลังภาพวาฬ สวยงามน่าสะสม



    ประเทศวานูอาตู
    VANUATU [VAN]
    วานูอาตู (บิสลามา, อังกฤษ และฝรั่งเศส: Vanuatu) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐวานูอาตู (บิสลามา: Ripablik blong Vanuatu; อังกฤษ: Republic of Vanuatu; ฝรั่งเศส: République de Vanuatu) เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย 1,750 กม. และตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนิวแคลิโดเนีย ทางทิศตะวันตกของประเทศฟิจิ และทางทิศใต้ของหมู่เกาะโซโลมอน 500 กม. ชื่อของประเทศนี้ในยุคอาณานิคม คือ นิวเฮบริดีส์ (New Hebrides)
    ประเทศวานูอาตู เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จากดัชนีความสุขโลกของนิวอีโคโนมิกส์ฟาวเดชั่นส์ (เอ็นอีเอฟ)
    ประวัติศาสตร์
    เกาะจำนวนมากของวานูอาตูมีผู้อาศัยมานานนับพัน ๆ ปี หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด พบว่ามีอายุย้อนไปถึงประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และเมื่อ ค.ศ. 1606 นักสำรวจชาวโปรตุเกส ชื่อ เปโดร เฟร์นันเดซ เด กีโรส (Pedro Fernández de Quirós) ก็นับเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางมาถึงหมู่เกาะนี้ ชาวยุโรปเริ่มตั้งถิ่นฐานในหมู่เกาะดังกล่าวในปลายศตวรรษที่ 18 หลังจากกัปตันเจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษได้เดินทางมายังหมู่เกาะแห่งนี้ เมื่อระหว่างการเดินทางครั้งที่ 2 ของเขา
    เมื่อ ค.ศ. 1906 ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรตกลงที่จะปกครองดินแดนนี้ร่วมกัน โดยเรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่า "นิวเฮอร์ไบรดส์" ครั้นถึงทศวรรษ 1960 ประชากรชาววานูอาตูเริ่มกดดันเพื่อก่อตั้งรัฐบาลของตนเอง และภายหลังก็เรียกร้องเอกราชคืน และในที่สุดอังกฤษและฝรั่งเศสก็ยอมคืนอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์สู่เจ้าของพื้นที่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523)
    ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 วานูอาตูประสบความผันผวนทางการเมือง และในที่สุดก็นำไปสู่รัฐบาลแบบกระจายอำนาจมากขึ้น  บางท่านถือว่าวานูอาตูเป็นหนึ่งในเกาะสวรรค์ที่ยังคงสภาพดังเดิมอย่างแท้จริง
    ชนิดราคา 500 VATU (วาตู)
    รุ่นปี 2536 (1993)
    รายละเอียด : หน้าภาพชาวพื้นเมืองวานูอาตู และภาพรูปปั้นแกะสลัก หลังชาวพื้นเมืองกำลังตีกลองพื้นเมือง


    สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

              จะขอยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศสมาชิกของโพลีนีเซีย เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและอยากไปท่องเที่ยวที่เกาะแห่งนี้มากขึ้น ซึ่งสถานที่ที่จะนำเสนอคือ มลรัฐฮาวาย กลุ่มประเทศที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่เกาะโพลีนีเซียนั่นเอง

    มลรัฐฮาวาย
    สำหรับมลรัฐฮาวาย หรือเกาะฮาวาย จัดเป็นรัฐหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก ฮาวายได้รวมเข้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐสุดท้าย คือ ลำดับที่ 50 ในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1959 ฮาวายมีชื่อเล่นของรัฐว่า "รัฐอโลฮา" (Aloha State) ชาวท้องถิ่นเรียกเกาะฮาวายของพวกเขาว่า เกาะใหญ่ (The Big Island)

              สำหรับที่ตั้งของฮาวายนั้น อยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐอเมริกาประมาณ 3,700 กม. เดิมฮาวายถูกเรียกว่า "หมู่เกาะแซนด์วิช ตั้งโดยผู้ค้นพบเกาะฮาวายคือ เจมส์ คุก ที่พบเกาะนี้เมื่อ ค.ศ.1778

    ฮาวาย เป็นเกาะที่เกิดจากลาวาที่ไหลผ่านแผ่นแปซิฟิค (Pacific Plate) ที่เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยอัตราเร็วปีละประมาณ 2-3 นิ้ว ดังนั้น หมู่เกาะฮาวายจึงเป็นหมู่เกาะน้องใหม่ที่สุดในโลก โดยมีอายุเพียง 25-40 ล้านปีเท่านั้น


              ชนพื้นเมืองของฮาวายเรียกกันว่า โพลินีเซียน แต่ในฮาวายเดี๋ยวนี้แทบไม่มีให้เห็น คงเหลือเพียงที่จัดโชว์ไว้ให้นักท่องเที่ยว คนพื้นเมืองฮาวายประกอบด้วยหลายเชื้อชาติทั้ง คนญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี ซึ่งเข้าไปตั้งรกรากในฮาวายมาเป็นเวลานับร้อยปี

              แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมลรัฐของมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ชาวฮาวายก็ยังคงมีการทำกสิกรรมให้เห็น พืชหลักของฮาวาย ได้แก่ สัปปะรด เผือด ถั่วแมคคาเดเมีย กาแฟ
       
           ฮาวายมีเกาะอยู่ด้วยกัน 8 เกาะ ได้แก่ เกาะโออาฮู (Oahu) ฮาวายอิ (Hawaii) หรือ บิ๊ก ไอส์แลนด์ เมาอิ (Maui) คาวายอิ (Kauai) โมโลกาอิ (Molokai) ลานาอิ (Lanai) คาโฮโอลาเว (Kahoolawe) นิอิฮาว (Niihau)
          
           แต่ศูนย์กลางแห่งความเจริญของฮาวายตั้งอยู่ที่ เกาะโออาฮู เพราะเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของรัฐฮาวาย โดยมีเมืองหลวงชื่อว่า โฮโนลูลู” (Honolulu) เกาะโออาฮู เมืองหลวงของรัฐฮาวาย ประกอบไปด้วยเกาะสำคัญ 5 เกาะ คือ คาอู้,ลาไน,มาอูอิ,ฮาวายอิ,และโออาฮู ที่เป็นเกาะสำคัญที่สุด มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากสุด

            ฮาวาย เป็นดินแดนที่มีแผ่นดินเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นถิ่นภูเขาไฟแห่งเดียวในโลกที่ยังปะทุพ่นลาวาอันร้อนแรงจากใต้ผิวโลกต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษแล้วและมิมีทีท่าว่าจะหยุด
          
           ดังนั้นที่ฮาวายเราจึงสามารถพบเห็นผืนดินหลายสีในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หาดทรายดำที่มีเม็ดทรายสีดำนิล หาดทรายเขียวดั่งมรกต หาดทรายขาวอันละเอียด ซึ่งเป็นผลมาจากแร่ธาตุที่ไหลทะลักมาจากภูเขาไฟ
          
           สถานที่ท่องเที่ยวในฮาวายเอง ก็มีมากมายให้เที่ยวชมได้แบบไม่ซ้ำ อย่างที่ พระราชวังอิโอลานี”( Lolani Palace) เป็นพระราชวังเพียงแห่งเดียวของสหรัฐอเมริกา ประวัติของพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น เพราะในอดีตฮาวายปกครองด้วยกษัตริย์ ที่นี่ใช้เป็นที่พำนักของสองราชวงศ์สุดท้ายของฮาวาย โดยมี พระเจ้าคาเมฮาเมฮาที่4”( King Kamehameha IV) เป็นกษัตริย์องศ์สุดท้ายที่ปกครองฮาวายในระหว่างปี ค.ศ.1863-1872

               หาดไวกิกิ” (Waikiki) หาดทรายขาวยาวเหยียดกว่า 3 กม.บนฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก หาดไวกิกิถือว่าเป็นถิ่นกำเนิดของการเล่นเซิร์ฟบอร์ดตั้งแต่สมัยชาวโพลีนิเซียนมาตั้งรกรากที่ฮาวายเมื่อหลายร้อยปีก่อนทีเดียว ที่หาดไวกิกิ เราจึงได้เห็นทั้งสาวๆนอนอาบแดดนุ่งบิกินี่และมนุษย์ตัวน้อยที่เล่นเซิร์ฟบอร์ดโต้คลื่นลูกโตอย่างสนุกสนาน
          
           ใกล้ๆกับหากไวกิกิ ยังเป็นที่ตั้งของ อโลฮา ทาวน์เวอร์” (Aloha Tower) สร้างเมื่อปี ค.ศ.1912 เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดของฮาวายจนกระทั่งปี 1959 ที่นี่มีเรือ "Falls of Clyde" ซึ่งเป็นเรือใบสมัยที่ชาวยุโรปเดินทางมาฮาวายเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และเป็นเรือใบแบบ 4 เสาลำเดียวที่เหลืออยู่ในโลก ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติอีกด้วย
          
           นอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไวกิกิ” (Waikiki aquarium) สถานที่เรียนรู้สัตว์ทะเลของฮาวาย คุฯจะได้พบกับกุ้ง หอย ปู ปลาทะเลสีสวยมากมายแหวกว่ายอยู่ในตู้กระจกใบใหญ่ พร้อมทั้งความน่ารักของแมวน้ำก็หาชมได้จากที่นี่

           
            และตรงปลายสุดของหาดไวกิกิเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ภูเขาไฟไดมอนด์เฮด(Diamond Head) คือภูเขาไฟที่มอดดับลงแล้วกว่า150,000ปี เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของฮาวายซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างโดดเด่นจากหาดไวกิกิ

             หุบเขาไดมอนด์เฮดมีลักษณะตรงกลางเป็นแอ่งทางเข้าต้องผ่านอุโมงค์ที่ทะลุขอบหุบเขาเข้าไป จากนั้นก็เดินเท้าขึ้นไปที่ยอดของขอบด้านที่ติดมหาสมุทร มีทางเดินขึ้นลงอย่างสะดวก ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ยอดสูงสุดของหุบเขาจะสามารถมองได้รอบ 360 องศาเลย เห็นทั้งบริเวณที่พักบนไหล่เขาด้านหลัง และหาดไวกิกิได้ทั้งหมด

            "อนุสรณ์สถานเรือรบ ยู.เอส.เอส. อริโซน่า" หรือ เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbour) สมรภูมิเลือดที่นำอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปัจจุบันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเหตุการณ์ขณะที่กองบินของญี่ปุ่นเข้าทำการโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์ ฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิก
          
           ชนวนเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้ง 2 เมื่อญี่ปุ่นขยายกำลังออกมาทางแปซิฟิก เช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 ญี่ปุ่นเคลื่อนกำลังเข้ามาใกล้กับฮาวาย ห่างจากเกาะโออาฮูประมาณ 230 ไมล์ ญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ สามารถทำลายเรือรบขนาดใหญ่ไปได้ 18 ลำภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะเพิร์ลฮาร์เบอร์ไม่มีการเตรียมรับมือ

             หนึ่งในเรือรบของเพิร์ลฮาเบอร์ที่สร้างความสูญเสียแก่สหรัฐอเมริกามากที่สุดคือ เรือ USS Arizona เพราะเกิดระเบิดอย่างรุนแรงที่ห้องเก็บอาวุธของเรือ ส่งผลให้เรือรบขนาดใหญ่จมลงภายในเวลาไม่ถึง 9 นาทีพร้อมกับพาลูกเรือ 1,177 นายลงสู่ทะเล นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกากระโจมเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่2
          
           จากการชมประวัติศาสตร์สงครามโลกที่เพิร์ลฮาเบอร์ เรามาเที่ยวกันต่อที่ หาดฮานาอูม่า” (Hanauma Bay) หาดน้ำสวยและใสที่สุดของเกาะโออาฮู ใสจนเห็นตัวปลาสามารถเล่นน้ำได้มีความสุขสนุกสนานกับการเห็นฝูงปลาทะเลต่างๆเวียนว่าย เป็นอีหนหึ่งแหล่งท่องเที่ยวของฮาวายที่มีนักท่องเที่ยวให้ความนิยมเป็นจำนวนมาก
          
           ถ้าเบื่อการเดินเล่นริมชายหาดแล้ว ใครอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวเล่นที่ น้ำตกเรนโบว์” ( Rainbow Falls ) สัมผัสกับละอองน้ำอันชุ่มฉ่ำของสายน้ำ กับน้ำตกได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดบนเกาะฮาวาย ก็เป็นความเพลิดเพลินที่จะได้จากฮาวายอีกรูปแบบหนึ่ง
          
           หากอยากสัมผัสกับความเป็นฮาวายแท้ๆ สถานที่หนึ่งที่จะช่วยให้รู้จักความเป็นฮาวายได้มากขึ้น คือที่ โพลินีเชี่ยน คัลเจอ เซ็นเตอร์” ( Polynesian Cultural Center ) ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆแห่งรัฐฮาวาย ซึ่งประกอบด้วยเผ่าพื้นเมือง 7 เผ่า คุณจะได้สัมผัสวัฒนธรรมของแต่ละเผ่าอย่างใกล้ชิด พร้อมชมการแสดงระบำของสาวสวย ฮูลา ฮูล่า ระบำชาวเกาะแบบชาวโพลีนิเชี่ยน อันเป็นอีกหนึ่งมนตราเสน่ห์แห่งแปซิฟิกใต้
    : Polynesian Cultural Center

    ปิดท้ายด้วยแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายของฮาวายที่จะแนะนำคือที่ อุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย” (Hawaii Volcano National Park) เพื่อชมภูเขาไฟซึ่งครั้งหนึ่งเคยปะทุด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงและปล่อยลาวาเดือดพล่านทั่วเกาะฮาวาย อุทยานฯแห่งนี้อยู่ในการกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐ
    : Hawaii Volcano National Park
           แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีทั้งต้นไม้ใหญ่น้อย วนอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย ที่มีอายุมากกว่า 70 ล้านปี ในอุทยานฯจะสามารถสัมผัสเห็น ยอดภูเขาไฟคิลาอูอา (Kilauea Volcano) อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,000 ฟิต มีสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกระทำปฏิกิริยาขู่ฟู่ฟู่ราวกับพร้อมที่จะระเบิดได้ตลอดเวลา
          
           อีกทั้งยังมีฝนตกชุกและอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีเมฆหมอกและละอองไอน้ำบดบังทิวทัศฯโดยรอบจนมองไม่เห็น พื้นที่รอบภูเขาไฟจะมีคราบผงเขม่าภูเขาไฟเปรอะเปื้อนไปทั่ว นั่นอาจกลายเป็นอีกหนึ่งความน่าค้นหาของฮาวายไปแล้วก็เป็นได้
          
           ด้วยเพราะฮาวายมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เลือกสัมผัสมากมาย จึงไม่แปลกที่ฮาวายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คู่ฮันนีมูนใฝ่ฝันอยากมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาจเพราะชื่นชอบในสายลมแสงแดด ภูเขา น้ำตก และความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ รวมถึงวิถีชีวิตแบบชาวเกาะ จึงทำให้ผู้คนมากมายอยากไปเยือนฮาวาย